การเดินทาง ให้คำตอบเราในหลายๆสิ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ในการเดินทางหลายๆครั้ง
ก็คือข้อจำกัดของตัวเราเอง

เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
และย้ำเข้าไปอีกจากการมาภูกระดึงครั้งนี้
ว่า “ข้อจำกัด” ที่คนเรามีนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นกรอบหรือเส้นที่เราขีดไว้เอง
ส่วน”ข้อจำกัด”ที่มันเป็น “ข้อจำกัด”จริงๆ มันก็ไม่ใช่น้อย
แต่กลับมีผลกับชีวิตเราน้อยกว่า ข้อจำกัด ที่เราขีดขึ้นมาเอง เยอะเลย

“ข้อจำกัด” แบบแรกนั้น หลายๆครั้งมันก็ขีดขึ้นด้วย “เหตุผล” ที่เราสร้างขึ้น
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่หาเหตุผลได้เก่งมาก
แต่เราก็เห็นในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง
ว่าบางครั้งเราก็ใช้ “เหตุผล” มาอธิบาย “ข้อจำกัด”
เพียงเพื่อปัดให้บางสิ่งมันพ้นๆไปจากตัว หรือเพื่อป้องกันภาพ ตัวตนของตัวเอง เท่านั้น

หลายๆอย่างในชีวิต เราไม่รู้หรอกว่าเราทำได้หรือไม่ได้ จนกว่าจะได้ลองทำ
หลายๆอย่างนั้น เมื่อเราเริ่มลงมือทำ
ณ ขณะนั้น เราก็จะได้เริ่มรู้ว่า มันไม่ใช่เราที่ทำอยู่คนเดียว
ยังมีคนไม่รู้กี่คนอีกทั่วโลก ที่กำลังทำสิ่งเดียวกับเราอยู่
บางคน ทำให้เราหันกลับมาสงสัยในข้อจำกัดที่เราว่าเราเคยมี
ฉับพลัน “ข้อจำกัด”นั้น ก็สลายเปลือกเหลือเป็นเพียง”ข้ออ้าง” เท่านั้น

ยกตัวอย่างในทริปภูกระดึง ตั้งแต่ตอนขึ้นภู
เราไม่นึกว่า เราจะเห็นผู้ชาย ผู้หญิง ที่เป็นลูกหาบ
แบกของน้ำหนักเท่าหรือมากกว่าตัวเอง
ขึ้นภูที่ทางเดินแม้ตัวเปล่าก็ยังต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากได้
ทำให้ทึ่งในความสามารถที่ฝึกฝนและน้ำอดน้ำทนของมนุษย์เรา

ได้เห็นภาพเด็กหนุ่มตัวเล็กประมาณเรา ถือพระพุทธรูปที่น้ำหนักไม่ใช่น้อยๆ
เดินขึ้นภูโดยที่ถือองค์พระอยู่อย่างนั้นด้วยความเคารพอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ทึ่งในความศรัทธาที่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ขาสองขาเล็กๆของเขา

ได้เห็นคนแก่หลายๆคน ค่อยๆเดินไต่ภูขึ้นโดยไม่ปริปากบ่น มีแต่เสียงแห่งความร่าเริง
ทำให้ทึ่งในความเชื่อมั่นของศักยภาพตนเองที่ยังมีอยู่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน

ได้เห็นเด็กหลายๆคน ขึ้นภูอย่างสนุกสนาน
ทำให้ทึ่งในใจที่ยังไร้กรอบข้อจำกัดแบบเด็กๆ

ได้ทึ่งกับตัวเอง ในแง่ที่ว่า
เฮ้ย เราขึ้นภูกระดึงที่ใครๆก็ว่าเหนื่อยๆได้ด้วย
เฮ้ย เราสามารถเดินเท้าไกลไปมาภายในหนึ่งวันได้ขนาดนี้เลยเหรอนี่
เพียงแค่ลงมือปีน ลงเท้าเดิน เท่านั้น!

การเดินทาง หรือการทำอะไรบางอย่างในชีวิตเรา
ในด้านหนึ่ง ก็เป็นการ push boundary ของตัวเอง
ไม่ว่าจะทั้งทางด้านร่างกาย หรือด้านจิตใจ
มากบ้าง น้อยบ้าง ค่อยเป็นค่อยไปบ้าง กระทันหันบ้าง
ที่เคยคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ หรือว่า ถึงทำได้แต่ต้องลำบาก ต้องตายแหงๆ
มันก็กลับไม่ใช่ ไม่ใช่แม้แต่น้อย
ถ้าเราไม่ท้าทายศักยภาพของตนเองเสียบ้าง เราก็ไม่รู้จริงๆหรอกว่า
เราทำอะไรได้มากขนาดไหน ใจเราฝึกได้มากขนาดไหน
หรือถ้าเราท้าทายแล้วล้มเหลว มันก็ไม่ได้แปลว่า เราจะทำได้เท่านี้ตลอดไป
การค้นพบในตัวเรา มันมีทั้งแบบที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องกระโจนใส่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ขอเพียงอย่าเพิ่งขีดเส้นกรอบว่าเราทำได้เพียงเท่านี้ เราเป็นได้แค่นี้
อย่าดูถูกตัวเอง อย่างน้อยเราก็เป็นคนธรรมดา ที่มีมือมีเท้า มีสมอง เท่ากับคนที่ทำได้

นอกจากว่า เราไม่มีใจจะทำมัน ก็แค่นั้น

 

ถ้าอยากรู้ว่าจะขึ้นภูได้หร ือไม่…

จงปีนขึ้นไปโลด!

 

 

หลังจากเราปิคนิคกันกลางน้ำตกโผนพบเสร็จแล้ว
เราก็เดินทางกันต่อ เพื่อไม่ให้เสียเวลาแล้วออกจากป่าเกินบ่ายสาม
(จริงๆก็เสียเวลาเวิ่นเว้อตลอดทาง อิอิ)

เดินกันต่อนะ ฉับ ฉับ

โผนพบเสร็จ เพ็ญก็พบบ้าง

ทางน้ำล้วนๆ ที่เดินมานี่
ทางเดินจริงๆเป็นทางแคบๆปีนๆ

ตอนแรกนึกว่า น้ำตกวังกวาง จะเป็นไฮไลท์สุดแล้ว
แต่นี่ ยิ่งเดินยิ่งสวย (ธรรมชาตินะ ไม่ใช่คนเดิน สวยกว่านี้ไม่ได้อีกแร้ววว)

ขอบคุณพี่หมีด้วยค่ะ
ที่หิ้วเสื่อและอาหารกลางวันให้คณะลูกเป็ดเดินกันสบายตลอดทาง ^^”

เดินกลางทางน้ำตกอยู่ดีๆ ก็เจอลูกนี้ห้อยจากกิ่งต้นไม้ข้างทางน้ำ
สวยสดใสดีจัง ^^
(ข้างๆกันมีอึช้างขนาดใหญ่กว่าหัวเราอยู่สองกอง
ไม่ได้เห็นช้าง แต่เห็นหลักฐานว่ามีช้างก็ยังดี)

ต้นไม้ล้มเป็นเรื่องปรกติในป่านี้
และปรกติก็ปล่อยให้มันล้มอย่างนั้น
แต่คงยกเว้นตรงนี้ที่ขวางทางเดินจริงๆ

เจอแดงๆอีกแล้ววว ^^

นึกว่าจะไม่ได้เจออีกแล้ว

แดงเป็นทาง

ตรงนี้เขียวๆแดงๆ

ตามทางจะมีขอนไม้ใหญ่ๆจากต้นไม้เก่า ที่โคนด้วยแรงลมบ้าง
หักโค่นตามอายุขัยบ้าง และจากขอนไม้ไร้ชีวิต
ก็ปรากฏสิ่งมีชีวิตขึ้นใหม่ เขียวชอุ่มไปทั้งขอน
จุดจบของสิ่งหนึ่ง มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายๆสิ่ง จริงๆนะนี่
เพราะฉะนั้น ชีวิตเราก็เช่นกัน
อย่ากลัวเกินเหตุเมื่อมันจะมาถึงจุดจบของอะไรบางอย่าง
เพราะนั่น จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆ
ธรรมชาติเขาสอนไว้อย่างนี้

สิ่งใหม่ๆสีเขียวสดใส : -)

แล้วก็มาโครกันซะหน่อย
(การมาโครไม่มีอะไรมาก
ใช้เลนส์ที่มาโครได้ แล้วก็ทิ่มไปที่ object
จะโฟกัสเองหรือออโต้ก็แล้วแต่ แล้วก็กดชัตเตอร์จึ้กๆ)

หนทางขึ้นลงไม่เรียบแต่ชวน เพลิน
เห็นเนินซ้อนเนินลดหลั่นสล้าง
น้ำใสตกไหล เป็นทาง ไหลพุ่งจากสูงสุดทาง
ไหลหลั่งพื้นล่าง สุธา
สระอโนดาตดาษน้ำธาร
น้ำใสตระการปานแก้วแววตา
ริมธารละลานไปด้วยบุปผา
ดอกแดงกุหลาบพนา
ประดับลัดดากล้วยไม้ไพร

เดินไปเดินมา ก็ถึงน้ำตกถ้ำใหญ่สักที
นับว่าเป็นไฮไลท์หนึ่งของการเดินป่าวันนี้เลยก็ได้ : -)

หินใหญ่ที่ปราศจากน้ำไหลผ่านตามปรกติ
วันนี้ปรกไปด้วยใบเมเปิลสามแฉกสีแดงอมชมพู

Just another red carpet ^^

จบทริปเดินป่าด้วยความลั้นลา กับสีเขียวแดง ^^
ออกมาก็บ่ายสามครึ่งซะแล้ว เลทไปครึ่งชั่วโมงเน้

มาดูแผนที่กันอีกครั้ง (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่เหมือนเดิมนะ)
พอเราถึงน้ำตกถ้ำใหญ่แล้ว เราก็เดินไปทางทิศตะวันออกเพื่อกลับที่พักได้เลย
แต่ทีนี้เราเปรี้ยว อยากดูพระอาทิตย์ตกง่ะ เรากับพี่หมี(ผู้ติดตาม เอิ๊ก)
แม้จะเมื่อย ก็เดินทางไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกจนได้
โดยแผนการเดินคือ จากน้ำตกถ้ำใหญ่ ลัดเลาะมาทางตะวันออกนิดนึง
ก็จะมีทางลงมาที่ผานาน้อย ซึ่งเป็นทางที่เรายังไม่ได้เดิน
พอมาถึงผานาน้อยแล้ว เราก็ค่อยเดินย้อนผ่านผาจำศีล ไปที่ผาหมากดูก
แล้วพอชื่นชมพระอาทิตย์ตกดินเสร็จแล้ว
ก็เดินขึ้นทางทิศเหนือเพื่อกลับที่พัก ตามนั้น

นับว่าคิดไม่ผิดจริงๆที่เราเดินมาทางนี้ เพราะได้เห็นเจอกับสามสิ่ง
สิ่งแรกก็คือ สระแก้ว เป็นลำธารที่ไหลตัดผ่านทางนี้
ไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าน้ำจะเดินข้ามยังไง แต่ตอนนี้ มันมีช่วงที่แห้งพอที่จะเดินข้ามได้โดยไม่เปียก

ตรงส่วนยังมีน้ำเต็มๆอยู่ก็ใสใส

สระแก้วนี้มีป้ายติดให้โยนเหรียญอธิษฐานด้วย
(เท่าที่เห็นก็เห็นมีที่โยนกันอยู่สองสามที่ แถวนี้)

บอกไม่ได้หรอกนะว่าอธิษฐานอะไร
บอกได้แต่ว่า ค้ากำไรเกินควรมากๆ 55555555

ต้องเดินแบบกึ่งเวิ่นเว้อถ่ายรูป กึ่งรีบเร่ง
เพราะถ้าไปผาหมากดูกไม่ทันดูพระอาทิตย์ตก ก็เดินเมื่อยขาเปล่าๆ
อืม แต่จะว่าไป มันก็ไม่เสียเปล่านะ ทุกก้าวถึงจะเมื่อยแต่ลั้นลาอะ ^^

สิ่งที่สอง มาโครกันตามทางอีกรอบ
รอบนี้มีพี่หมีช่วยชี้จุด จจ.ถ่ายภาพ จจ.รายงาน
รอบนี้มีรูปสีอุ่นๆตามสไตล์แดดเลียทุ่งตอนเย็น ^^

ซีรีส์หัวใจ
พอพี่หมีรู้ว่าเราหาภาพแบบไหน ก็ช่วยหาช่วยชี้จุดใหญ่เลย ^^

หัวใจแบบห่างๆ

ใจหงาย ^^

ใจคว่ำ ^^

ดอกหญ้าไหวตามลมเย็นที่พัดผ่านตัวมัน สู่ตัวเรา
We are all connected in some ways เนอะ

สิ่งที่สาม
วิวทุ่งเวิ้งว้าง รู้สึกอิสระเสรีเป็นที่สุด
แต่ไม่ใช่อารมณ์อิสระตามใจอีโก้ แต่เป็นอิสระแบบเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ชอบโมเมนต์นี้มากๆ
ถ้าไม่ต้องไปไล่ตามตะวันจะอยู่ตรงนี้ให้นานอีกหน่อย

แชร์โมเมนต์นี้ด้วยกันนะคะ ^^

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำแล้ว
เราต้องเร่งฝีเท้ากันอีกหน่อยแล้วล่ะ
เดินไปเดินมา ก็เดินได้เร็ว และรู้สึกว่าไกลน้อยลงเหมือนกันนะ

แวะชักรูปกลางทางอีกสักรูป

เห็นเพิงแล้ว เราใกล้จะเดินถึงผาหมากดูกกันแล้ว : -)

พอถึงผาหมากดูก
ซึ่งหน้าผาจะขนานแนวทิศตะวันออก-ตก มีคนจับจองพื้นที่อยู่พอประมาณแล้ว
เราก็เลยตัดสินใจลองเดินเลยผาไปอีกหน่อย ก็พบชะแง่นที่ไม่ได้ลึกลับนัก
แต่กลับไม่มีใครสนใจจะมาจับจองเลยแม้แต่คนเดียว
แถมทำเลสวยกว่าตรงที่นั่งๆกันอีก เพราะชะแง่นนี้นั่งแล้วมองไปทางทิศตะวันตกได้เลย
เพราะฉะนั้น ก็จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกกันเต็มๆตา หน้าตรง ไม่สวมหมวก

แถมมีขอนไม้ให้นั่งดูสบายๆด้วย ไม่ต้องนั่งพื้นเหมือนตรงอื่น
what a perfect secret place!

วิวตรงหน้าแบบเต็มๆตาขึ้นมาอีกหน่อย

เขาภูกระดึงเสน่ห์ตรึงใจจริง
สัณฐานเหมือนกระดิ่งทับหล้า
สูงล้ำดังค้ำนภา
สูงลิวทิวทัศน์ตื่นตา
สวยกว่าเทวาสรรสร้าง

เสียงภูแว่วดังชวนชื่นดังฟังเพลง
เหมือนลมบรรเลงเป็นเพลงรักชื่น
หวิวๆ พร่างพริ้ววันคืน
เหมือนกล่อมและย้อมจิตชื่น
ระรื่นด้วยลมพริ้วพร่าง
สนยามต้องลมโอนอ่อนเอนลมปลิว
สนยืนเป็นทิวแลลิ่วสล้าง
หงส์เหินสุดเหินเนินทาง
ทุกสิ่งดูสวยสะอาง
ทุกแห่งทุกทางตื่นตา

สวยจนอยากแบ่งปันให้ชาวโลกได้รับรู้

ไข่เหลืองใกล้ตกเต็มที

กลายเป็นไข่ส้มแล้ว

ไข่ส้มกลายเป็นไข่แดง
แล้วก็ค่อยๆบ๊ายบายเราหนีเข้ากลีบเมฆไป
ประทับใจมาก ซิมโฟนีดวงตะวัน

แล้วก็แยกย้ายกันกลับที่พักดีกว่าเนอะ ^^ แอบหิวนิดนึงแล้ว

ด้วยความที่ไม่ได้คิดว่าวันนี้จะกลับที่พักค่ำ เลยไม่ได้เอาไฟฉายมา
เลยได้โคมไฟภูมิปัญญาชาวบ้านมาถือกลับที่พัก เช่นนี้
ถือกันคนละโคม รวมกันเป็นสองแรงเทียน ^^

ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานความสุขมาให้ชาวโลกขนาดนี้
เพียงแต่ชาวโลกคนไหนจะเห็นค่าของมันบ้าง

มืดพอดี กระเพาะก็ร่ำร้อง และเช่นนั้น ร้านนัดพบเจ้าเก่าของเรา มื้อนี้ก็เตรียมหมูกะทะให้เราเรียบร้อยแล้ว
และทุกคน ก็ประจำที่

ผัก (ไม่มีอะไรจะบรรยาย)

หมูหมักมาในรูปแบบสุกี้โบราณ
ตอนแรกนึกว่าไม่เยอะ กินไปกินมา อิ่มแฮะ – -”

ลุยยยย

ได้หม่ำหมูกะทะบนภู มีความสุขจังเลยยยยย

งั่มๆๆ

แต่ก็นะ วันนี้เป็นอะไรกับกวาง
เช้าถึงเย็นถึง
จุ๊บจิ๊บมาก่อนเลย
ป้อนหาย ป้อนหาย

แล้วน้อยก็มา

จบวันด้วยยิ้มยิ้ม อิ่มอิ่ม
พรุ่งนี้ถ้าตื่นทัน และมีโอกาส จะลุกขึ้นมาดูหมอกหน้าที่พักล่ะ ^^