เรามีนัดกับหมอกในตอนเช้า ในวันที่เราต้องลาภูกระดึงไปดำเนินชีวิตข้างล่างต่อ
ถึงจะตื่นสายเกินเวลาพระอาทิตย์จ๊ะเอ๋ไปหน่อย
แต่หมอกก็ยังอ้อยอิ่งกางตัวจางๆ ให้เราเห็นรอบๆบริเวณที่พัก

เด็กหญิงสีฟ้ากับป่าหมอก

แสงสีทอง กับหมอกชื้นนิดๆ สดชื่น สดชื่น

ก่อนจะเก็บของ แล้วเช็คเอาท์
เราก็เดินไปที่จุดหมายสุดท้าย นั่นก็คือ ลานพระพุทธเมตตา
(มีชื่อเป็นทางการว่า ลานพระศรีนครินทร์)
ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ไกลจากบริเวณที่พักนัก

จุดที่เกือบลืมเล่าก็คือ
เราเอารองเท้าไปสองคู่ ถ้าใครสังเกตรูปที่ผ่านมาดู
ขาขึ้นภูจะใช้รองเท้าผ้าใบเต็มรูปแบบ ตอนเดินบนภูจะใช้อีกคู่
ทีนี้ วันนี้เป็นวันเดินลงภู เราจึงใส่รองเท้าวันแรกตั้งแต่เช้า
แล้วแพ็คอีกคู่ใส่กระเป๋าเรียบร้อย

ปรากฏว่า พอเดินปุ๊บ มันมีเสียงแต้บๆๆ ที่พื้นรองเท้าทั้งสองข้าง
พอยกเท้าขึ้นมาดู โห พื้นรองเท้ามันเยิบยาบเกือบครึ่ง ทั้งสองข้างเลย
แต่ก็ยังไม่แคร์สื่อ เดินผ่านศูนย์บริการ ผ่านหน้าเจ้าหน้าที่สองคนไป
กะว่าคงยังใช้ลงภูได้อยู่ดี
เดินไปสักสามสิบเมตร พื้นรองเท้าซินเดอเรลลาข้างขวา
หลุดออกมาเป็นแผ่นปลาหมึกปิ้ง ต่อหน้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งสอง
ด้วยนิสัยแมวๆของเรา เวลาเขินแมวจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เราเลยว่าจะทิ้งปลาหมึกปิ้งไว้ตรงนี้แหละ แล้วก็ทู้ซี้เดินไปที่ลานต่อ
แต่พี่หมีก็ทนไม่ได้ เดินกลับไปหยิบปลาหมึกปิ้งไปทิ้งถังขยะหน้าเจ้าหน้าที่ แต่โดยดี

พอกลับมาจากลานพระพุทธเมตตา
ก็เลยต้องรื้อกระเป๋าออกมาใหม่ แล้วก็ใส่คู่ใหม่คู่ใจบนภู
เป็นรองเท้าที่ไม่คิดว่า มันจะทนอะไรแบบเวอร์ๆนัก
เพราะมันออกเป็นผ้าใบไฮโซนิดๆ และใช้แค่สวม ไม่หุ้มส้น
แต่มันกลับทำหน้าที่ตลอดทริปที่เหลือได้โดยไม่ขาดตกบกพร่องสักนิดเดียว
ทนทายาด เกาะพื้น เกาะเท้า พื้นนิ่ม และสภาพก็ยังเหมือนใหม่

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เลยขอแนะนำเพื่อนๆว่า ถ้ามีรองเท้าสำรองได้ จะเริ่ดมาก
รองเท้าที่เราคิดว่าทนๆ มันอาจจะไม่ได้ทนการใช้งาน และสภาพอากาศมากมาย
อย่างที่เราคิดก็ได้

เดินลุยแสงและเงาตอนเช้าไป บรรยากาศดีได้อีก

เป็นที่ที่อยู่แล้วใจสงบดีแท้อีกที่หนึ่ง
ขึ้นภูมา มีความสุขหลายแบบนะ
สุขจากการลุยๆ เปิ๊บป๊าบ
สุขจากการได้รู้จักตัวเองและศักยภาพตัวเองมากขึ้น
สุขจากการได้เฮฮากับคนใกล้ตัว
สุขจากการได้เห็นสิ่งใหม่ๆ
สุขจากการได้เจอธรรมชาติที่แสนสวยงาม
และสุขจากการที่ได้เจอบริเวณที่ใจสงบ เงียบสบาย

แล้วก็กลับที่พักไปจัดการเก็บข้าวของที่กว่า

เจอรอยเท้าสัตว์ร่วมภูซะด้วย

ระหว่างทางกลับ ก็ขอมาโครบนภูเป็นรอบสุดท้าย
แสง เงา และความชุ่มฉ่ำ ในช่วงเช้า

กลับถึงบริเวณที่พักแล้ว

ขอแวะทานข้าวเพิ่มพลังงานในการลงภู
ถ่ายรูปกับป้าแปลง เจ้าของร้าน นัดพบ ที่ฝากท้องไว้ตั้งแต่วันที่สอง จนมื้อสุดท้าย
ถ้านึกไม่ออกว่าขึ้นไปแล้วไปทานร้านไหนดี ร้านนี้ เป็นร้านหนึ่งที่ไม่ผิดหวัง
นอกจากว่า ต้องการจะกระจายรายได้ให้ทั่วถึงหลายๆร้าน

โจ๊ก ไข่ลวก โด๊ปๆ หนทางยังอีกยาวไกลเลย วันนี้

เช็คเอาท์แล้วก็ชั่งของ เตรียมให้ลูกหาบหาบลง

แล้วก็เริ่มเดินทางกันไปที่หลังแป

สักพักใหญ่ๆ สามกิโลเมตรผ่านไป เราก็มาถึงหลังแป
ชื่นชมวิวจากที่สูงสุด ก่อนที่จะลง

อะมา เริ่มเดินลงกันดีกว่า

ภาพลูกหาบหาบนู่นนั่นนี่ขึ้นลง กลายเป็นภาพที่ธรรมดาต่อสายตามากขึ้น
แต่ความทึ่งในน้ำอดน้ำทน และความแข็งแรงที่ร่างกายสามารถไปถึงได้ ก็ยังไม่ลดลงอยู่ดี

ลูกเสือใหญ่

ฉับฉับ (เสียงเดิน)

ถ่ายกับส่วนหนึ่งของรากต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่ง
(รากยังขนาดนี้ ต้นมันจะขนาดไหนล่ะนี่)

พักที่บางซำ และแวะถ่ายวิวไปด้วย

ต้นไม้ร่มรื่น สวยงาม ผันแปรพันธุ์ไปตามความระดับชั้นดิน

ระหว่างทางลงก็พยายามสอดส่องหารายละเอียดต่างๆที่พลาดไปเมื่อขาขึ้น
เพราะขาขึ้น ใจยังอยู่ที่การขึ้นมากกว่ารายละเอียดของสิ่งรอบข้าง
ก็เลยได้เก็บภาพสิ่งละอันพันละน้อยตามทางมาฝากด้วย ^^

ใกล้ถึงแล้วๆๆ

เจอสุสานไม้เท้าแล้ว
เหลืออีกกระติ๊ดเดียวเท่านั้นเอง

สำเร็จแล้ววววว

ผ่านมาแล้วๆๆ

ลงมาถึงข้างล่างแล้ว ก็ต้องบ๊ายบายเจ้าภูกระดึงทรงกระดิ่งแต่เพียงเท่านี้
ช่างเป็นภูผาที่ใหญ่โต และเรียบเยี่ยงเขียงหั่นหมู ซะไม่มี
มองไกลๆอย่างนี้ แล้วนึกถึงภาพที่เราลั้นลา เดินดี๊ด๊า กระโดดดึ๋งดึ๋ง ไปทั่วพื้นที่ด้านบน

แล้วรถสองแถวก็มาส่งเราที่ผานกเค้าเหมือนเดิม

ที่ไม่เหมือนเดิมคือ รถมาส่งที่ฟากร้านเจ๊กิม
ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านเลิศลักษณ์ที่เราลงตรงขามา
เดี๋ยวเราก็ต้องไปเอาตั๋วที่ร้านเลิศลักษณ์และขึ้นรถที่นั่น
แต่ช่วงรอเวลา (4-5 ชั่วโมง) อยู่ร้านเจ๊กิมจะสบายกว่า
มีปลั๊กไฟให้ชาร์จแกดเจ็ททั้งหลายด้วย กับข้าวก็อร่อยดี
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีร้านฟากไหนที่มีห้องน้ำดีๆเลย

พอค่ำๆ ชาร์จอะไรเรียบร้อย สองทุ่ม
ก็เดินข้ามถนนไปรอรถ (รอบสี่ทุ่ม) ที่ร้านเลิศลักษณ์

ที่ร้านมีขายหมวกและผ้าพันคอไหมพรมเยอะมาก
กลางวันจะตั้งเป็นแถบๆเลย
เราอยากได้หมวกหัวหมีอยู่เหมือนกัน
แต่พี่หมีบอกว่า “ไม่เห็นมีหน้าหมีเลย มีแต่หน้าเหมือนอีเห็น” -_-

ระหว่างเดินดูหมวกหน้าอีเห็นอยู่
พี่บอยก็เรียกไปเข้าร่วมกิจกรรมใหม่
นั่นคือ การรุมถ่ายภาพตั๊กแตนตำข้าว ตัวเบ้อเริ่มเลย
มาจากไหนไม่รู้
เนื้อตัวมอมแมมมาเลย

ตีหนึ่ง รถบัสแวะให้ทานข้าวแถวโคราช
แต่เราขอนอนดีกว่า (แต่ก็นอนไม่หลับตามระเบียบ)

กลับบ้านมาตีห้า
สลบไสลไปถึงบ่ายโมง
เป็นอะไรที่เหนื่อยแต่แฮปปี้ และได้อะไรเยอะกับชีวิตจริงๆนะนี่ : -)

สรุปสถิติการเดิน แบบคร่าวๆ
วันแรก เดินขึ้นภู
เดินทางชัน 5.5 กิโลเมตร
เดินทางเรียบ จากหลังแปไปที่พัก 3.2 กิโลเมตร
รวมเดินทั้งหมด 8.7 กิโลเมตร

วันที่สอง เดินผา ทางเรียบ
เดินไปกลับดูพระอาทิตย์ขึ้น และลานพระแก้ว 3.7 กิโลเมตร
เดินผาไปกลับที่พัก – ผาหล่มสัก 18.8 กิโลเมตร
รวมเดินทั้งหมด 22.5 กิโลเมตร

วันที่สาม เดินป่า ทางชัน+ทางเรียบ
เดินป่า 4.5 กิโลเมตร
เดินทุ่ง+ผา+ดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก 6 กิโลเมตร
รวมเดินทั้งหมด 10.5 กิโลเมตร

วันที่สี่ เดินลงภู
เดินทางเรียบ จากที่พักไปหลังแป 3.2 กิโลเมตร
เดินทางชัน 5.5 กิโลเมตร
รวมเดินทั้งหมด 8.7 กิโลเมตร

รวมเดินทั้งสิน ประมาณ 50.4 กิโลเมตร

หนูทำได้!!!