Switzerland in Fall

เรานั่งรถไฟ TGV จากปารีสมาที่ดิจองท์ เมืองชานประเทศของฝรั่งเศส
เพื่อในเช้าวันรุ่งขึ้นเราจะเดินทางโดยรถบัสเข้าเขตประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

พอเข้าเขตสวิสเซอร์แลนด์
เราก็เจอกับภูมิประเทศสวยๆงามๆตามฉบับของสวิสเซอร์แลนด์เลย
นั่นคือภูมิประเทศเทือกเขา ที่รัฐบาลรักษาไว้อย่างดี
เจ้าของที่ก็ต้องรักษาที่ดินตัวเองอย่างดีด้วย
ถ้าปล่อยให้หญ้ารกก็มีค่าปรับ 
ฉะนั้น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ไม่ได้สวยได้ด้วยธรรมชาติอย่างเดียว
หากแต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติด้วย

เราว่าสวิสใกล้เคียงเยอรมันนะ
ในแง่ที่เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อย
และก็ใช้ภาษาเยอรมันเป็นส่วนใหญ่
(ส่วนที่ติดกับฝรั่งเศสก็ใช้ฝรั่งเศส)
สวิสเซอร์แลนด์เป็นพื้นที่เล็กๆ (ขนาดประมาณสามจังหวัดในภาคเหนือ)
ที่ความร่ำรวย คุณภาพชีวิต ทั่วถึงครอบคลุมทั้งประเทศ
และทำให้ทุกๆอย่างในประเทศ เป็นสิ่งที่มีคุณภาพ
ที่แทบทุกคนต้องสนใจ ต้องมาเยือน และต้องมาซื้อกลับไป 
เพราะคำว่า Swiss Made นี้เอง 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวิสตั้งตัวเป็นประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันการรุกรานประเทศตัวเอง
สวิสก็เป็นประเทศที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด
และให้ชายชาวสวิสฝึกทหารทุกปีจนอายุ 60 ด้วย
เพื่อเป็นการอัพเดทการใช้อาวุธแบบใหม่ๆ 

แต่เราจะไม่รู้หรอกว่าอาวุธอยู่ที่ไหนบ้าง
เราก็ยังเห็นเป็นเมืองที่มีธรรมชาติแสนสงบอย่างนี้แหละ
(และหวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนั้นด้วย) 

เมืองเบิร์นเป็นเมืองที่เราแวะเมืองที่หนึ่ง
เป็นเมืองที่สมเด็จพระพี่นางทรงโปรดเสด็จมาก
คำว่า เบิร์น แปลว่า หมี
ซึ่งมาจากการที่ดยุคแห่งเบิร์ดโทลต์ที่ 5 แห่งซาริงเกน
ได้ตั้งชื่อเมืองตามชื่อสัตว์ตัวแรกที่พบ
เป็นเมืองมรดกโลกเมืองหนึ่งของยูเนสโก้เลย 

เบอรี่ครัมเบิล อร่อยไร้เทียมทานมากๆ

 

 

หอนาฬิกาประจำเมือง

 

หมี!

 

ยุโร้ปปปยุโรป

 

 

แหล่งน้ำในสวิสเท่าที่เดินทางผ่าน มีแต่ใสมากกับใสมากกก
เมืองไทยก็ทำได้ (แต่ไม่ทำ)

ใสจนเห็นพื้นข้างล่าง เป็นปรกติ

 

แล้วเราก็ตีรถเข้าลูเซิร์น
มาถ่ายคู่กับสัญลักษณ์ประจำเมือง
นั่นก็คือ Dying Lion
เป็นที่สดุดีความกล้าหาญของเหล่าทหารสวิส
บางทีก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน
อนุสาวรีย์อันหนึ่งๆมักจะได้มาจากชีวิตของคนอย่างน้อยหนึ่งคน
พระราชวังแวร์ซาย ก็ได้มาจากท้องพระคลังทั้งคลังของฝรั่งเศสในยุคนั้น 

 

 

ลูเซิร์นเป็นเมืองตากอากาศ
และเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่แพ้เมืองอื่นๆในโลกนี้
ซึ่งเราก็เห็นด้วยว่าสมควร
เมืองไหนที่เราไปอยู่แล้วรู้สึกว่ามันสวยงาม คุณภาพชีวิตดี
เมืองนั้นก็มักจะเป็นที่โปรดปรานของมนุษย์อยู่แล้ว
ลูเซิร์นเป็นเมืองน่ารัก น่าเดิน สงบแบบเมืองๆ (แปลว่าไม่ได้สงบเงียบสงัด)
ปลอดภัย อากาศดี (ไม่รวมค่าครองชีพที่แพงปรี๊ดนะ อิอิ)

ใครชอบผู้ชายฝรั่ง แนะนำให้มาหาแถวยุโรปนี้
กินอะไรกันไม่รู้ หน้าตาดี หุ่นดีกันจัง
(ที่สเปนก็หล่อแบบสเปนๆนะ เท่ไปอีกแบบ) 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวิสมีภูเขาสูงอยู่มาก
และเป็นภูเขาสูงแบบที่มีหิมะซะเป็นส่วนใหญ่ของปี
เวลาเราดูรูปสวิส เราจึงมักเห็นภาพที่เป็นเมืองน่ารักๆ มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียว
และที่เทือกเขาสูงด้านหลังสุด ก็จะเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม 

จึงมีกิจกรรมหนึ่งที่ฮิตมากที่สวิสนั่นก็คือ การเล่นสกี
แต่วันนี้เราไม่เล่น เราจะขึ้นไปดูความขาวหนาวเย็น ของยอดเขาทิตลิสกัน
 

 

 

 

 

มาถึงยอดเขาแล้ว

 

หิมะพัดเข้าปากเป็นระยะ

 

 

 

เราค้นพบคำตอบหนึ่ง ที่ว่าทำไมคนเรารู้สึกดีเมื่อได้ยืนอยู่บนยอดเขา
ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้เราขึ้นยอดเขาได้โดยที่ไม่เสียเหงื่อสักหยด 

ยอดเขามันทำให้เราเหมือนมีตาพระเจ้า มองลงยังพื้นโลกมนุษย์นะ
มันเห็นทุกอย่าง แต่มันไม่ต้องผูกพันกับอะไรสักอย่าง
มันเป็นความสุขแบบโล่งๆ โปร่งสบาย แบบที่ไม่ต้องยึดอะไร

 

 

ก็ไม่หนาวเท่าไหร่นะ ชิลๆ หงึกๆหงักๆ

 

ลงดอยมาละ อุ่นกว่ากันเยอะเลย

 

นอกจากภูเขา หิมะ หญ้า วัว แกะ แล้ว
สวิสก็ยังมีน้ำตกที่มีชื่อเสียงระดับทวีปด้วย
นั่นคือ น้ำตกไรน์
การจะดูน้ำตกไรน์ให้แฮปปี้
ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับน้ำตกสวยงามทั้งหลายในเมืองไทย
ของที่นี่ มีแค่นี้แหละ 

บวกกับอากาศหนาวเย็นและฝนตก
สรุปว่า ลูกเป็ดถ่ายรูปกันแป๊บๆ 
แล้วก็เข้าไปหาความอบอุ่นในร้านขายของที่ระลึกกันแทบหมดเลย อิอิ

 

สวิสยังมีอะไรดีๆอีกมาก
อย่างเช่น เป็นที่ๆช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมที่สุดในโลก
(แต่เราก็ยังชอบ Leonidas มากกว่า Lindt นะ)
นม เนย ชีส ไม่ต้องห่วงเลย
เป็นที่ๆให้กำเนิดนาฬิการาคาแพงปรี๊ดอย่างที่เห็นๆอยู่ทุกวันนี้
รวมไปถึงธุรกิจใหญ่อย่างธนาคารสวิสอีกด้วย
ทุกวันนี้เหมือนสวิสจะด้อยอยู่เรื่องเดียว
นั่นก็คือ มีพื้นที่ไม่พอที่จะทำเกษตรกรรมเพื่อผลิตอาหารเพียงพอกับคนได้
แต่ไม่ใช่เพราะว่าประชากรมากหรอก
เป็นเพราะว่านักท่องเที่ยวมีมากต่างหาก
กระนั้นเลย หักลบกลบหนี้ ค่าอาหารกับค่าโรเล็กซ์ไป ยังไงก็สวิสก็กำไรเห็นๆอยู่แล้ว

มาต่อส่วนที่ชอบที่สุดในลูเซิร์น
หลงรักสวิสกันก็ที่นี่แหละ 

 

Switzerland in Fall – I’m in Love

การที่เราจะตกหลุมรักประเทศใดประเทศหนึ่ง
มันไม่มีกฏตายตัว
โมเมนต์นั้น เราอาจจะไม่ได้อยู่กับสิ่งที่น่าสนใจติดอันดับโลก
แต่ก็ไม่รู้ทำไม เราถึงได้รักโมเมนท์นั้นและฝังมันไว้ในกล่องอนาคตทันที 

มันอาจจะเหมือนกับคนบางคน ที่ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษกว่าใครเขา
แต่เราอาจจะสบายใจมากกว่าตอนที่อยู่กับพระเอกม้าขาว ก็เป็นได้
บางทีเราก็แค่มีความสุข ที่เราเป็นสองคนในหกพันล้าน ที่ได้มาอยู่ด้วยกัน : -)

ประเทศแถบยุโรปนี่ได้เปรียบอยู่อย่าง คือ ไม่ค่อยมีฝุ่น อากาศเย็น ไม่เหมือนประเทศแถบร้อนชื้น ที่แบคทีเรียเติบโตง่าย ของเน่าง่าย แมลงเยอะ ฝุ่นเยอะ เหนอะหนะ ดูสกปรกง่าย  

โมเมนท์นั้นได้เริ่มขึ้น 
เมื่อเราปล่อยให้ลูกเป็ดร่าเริงอยู่ในร้านขายโรเล็กซ์
แล้วเราปลีกตัวออกมาเดินที่บริเวณสะพานไม้อายุหลายร้อยปีแห่งนี้

 

 

 

น้ำใสๆ ดูแล้วชื่นใจโดยอัตโนมัติ

 

 

ริมน้ำที่ถ้ามีเวลาคงมานั่งเล่นได้เป็นชั่วโมงๆ

 

 

อากาศเย็นๆ แต่ไม่เย็นเกินไป 
เพียงใส่เสื้อคลุมที่หนาพอ ทำให้ตัวอบอุ่น
แต่ใบหน้าก็ยังปะทะลมเย็นที่ให้ความสดชื่น คืนชีวิต ให้ใจสงบเย็น

 

แต่ก่อนหอกลางสะพานนี้เป็นคุก
และเมื่อร้อยปีที่ผ่านมาได้เกิดไฟไหม้สะพานทั้งหลัง
ต้องซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

สะพานไม้ ที่มั่นคงแข็งแรง ไม่เอี๊ยดอ๊าด 
เสียงกระทบพื้นไม้ ทำให้รู้สึกคลาสสิคอย่างบอกไม่ถูก

 

แต่สะพานไม้จะขาดชีวิตชีวาไปอีกมาก
ถ้าปราศจากเหล่าสัตว์ปีกที่มาชุมนุมทำให้สะพานไม้นี้เป็นสภากาแฟของมัน
นับแล้วก็ร่วมร้อยตัว

 

หงส์แสนเชื่อง ก็มีเป็นฝูงใหญ่

 

 

 

 

เป็ดน้อยก็คอยแซมฝูงหงส์บ้าง อะไรบ้าง

 

มีวิถีชีวิตร่วมกับคน ไม่แยกกัน

 

ไม่มีความรู้สึกต้องระแวดระวังภัยจากสิ่งมีชีวิตต่างคิงดอม

 

 

 

 

บ้างก็มีอาณาจักรเล็กๆเป็นของตัวเอง

 

อยู่ด้วยกันอย่างอิสระเสรี

 

โบยบิน สูงต่ำ

 

 

บินเดี่ยว บินหมู่ บินวน

 

 

บินเรี่ยพื้นดิน พื้นน้ำ หลังคา ศีรษะ

 

เหนื่อยนักก็พักเดี่ยวบ้าง

 

 

พักหมู่บ้าง

 

 

 

 

เย็นย่ำแล้ว ก็ต้องถึงเวลาที่ต้องลาจากกัน เพื่อพบกันใหม่
(สาธุ)

 

 

 

 

ก็เลยมีเรื่องให้ประทับใจสวิสเซอร์แลนด์จนได้ไหมล่ะ : -)